Me Myself and I
posted on 08 Jan 2007 22:14 by photographs
Tag อยู่ๆก็โดน กำลังจะถามอยู่พอดีว่ามันคืออะไร-"-
มันสืบเชื้อสายมาจากบล็อกนี้ http://eami.exteen.com/
เอาหล่ะ ข้อเเรก
ข้าพเจ้าเกิดมา ย่าตั้งชื่อให้ว่า "ชล"
ใช่ สายน้ำนั่นเเหละ อย่าได้เปลี่ยนตัวสะกด
ความหมายจะเเหกโค้งไปในทันที
แต่ปัจจุบัน เปลี่ยนเเล้ว
เหตุเพราะพ่อกลัวว่ามันจะกลายเป็นคำพ้องเสียง
ประมาณว่า อยู่กับใครก็ "ชน"ดะ

2. Photograph คือชื่อในระบบ
ความหมายตรงตัว "ภาพถ่าย" ท่านจะได้เห็นภาพถ่าย
ในทุกๆเอ็นทรี ซึ่งข้าพเจ้ายินดีนำมา "อวด"
อืม...มันไม่ผิดหรอกกับการที่เราจะอวดหรือจะโชว์
สิ่งที่เราชอบและทำมันกับมือ
ไม่ต่างอะไรกับการชมตัวเองวันละ10หน ในเมื่อมันทำให้
อิ่มใจถึงจะตรงข้ามกับความจริงไปบ้างก็ช่าง...ปะไร

3. ตอนป.4 ข้าพเจ้าเคยโยนเหรียญบาทเข้าปากเล่น
2-3ทีเเรก ยังสามารถบังคบจุดหมายให้ตกอยู่เเค่ลิ้นได้
เเต่หลายทีเข้า สงสัยสภาพอากาศเเปรปรวญ เหรียญน้อยๆ
จึงไหลเข้าคอไปโดยอิสระภาพ
ทำยังไงหล่ะ.........
ก็ทำตัวเป็นบูลิเมียตั้งเเต่เด็ก เข้าห้องน้ำ ล้วงคอมันให้ตายเหอะ
"กลัวตาย"ชิบหาย เด็กก็กลัวตายนะจะบอกให้
ไม่ออก ยังไงก็ไม่มีเหรียญบาทออกมา เริ่มอุปทานไปเองว่า
"เอ๊ะทำไมกูตัวเขียวๆวะ หรือว่า มันไปกั้นหลอดลม โอ้ว ไม่.."
ทำยังไง บอกครูก็กลัวโดนตี บอกเพื่อนก็อายมัน ตัดสินใจ
ไม่บอกใครเเม่งทั้งนั้น.....!!
กลับบ้าน นั่งอยู่เเต่ในส้วม ฮือออ ชีวิตชั้นจะจบสิ้นเพราะกินเหรียญ
คงเป็นที่โจษจันรกันไปชั่วลูกชั่วหลาน น้องชั้นต้องไปเล่าให้ลูกฟัง
ว่าป้ามันโง่กินเหรียญเเล้วตายห่า
สุดท้ายทนไม่ไหวเลยบอกเเม่ แปลก แม่ไม่ตกใจเลย
เเล้วก็บอกว่าจะพาไปหาหมอ
เเต่จนทุกวันนี้เวลาล่วงเลยมาเกือบ10ปีเเล้ว
หมอที่แม่ว่าก็ยังไม่เคยเหนหน้า มาดว่าแม่ลืมไปเเล้ว-"-
ข้าพเจ้าคิดว่า ระบบในร่างกายคงขับมันออกไป
ตั้งเเต่ตอนกินเเกงเผ็ดเป็ดย่างเเล้วหล่ะ
หรือไม่เช่นนั้นมันก็อาจจะยังอาศัยหลบภัยฝังตัวอยู่ในช่องหลีบลึก
ระหว่าางกระเพาะอาหารเเละกระเพาะปัสวะ(มันติดกันป่าววะ)
เพราะฉะนั้นช่างมันเถอะ ยังไงซะ
ข้าพเจ้าก็พูดได้เต็มปากว่า "กูอะ เต็มบาท!!!...ไม่ขาดไม่เกิน"


ข้อ 4.
ถนนพระอาทิตย์ วังหลัง ท่าพระจันทร์ คลองถม และมนต์นมสด
คือที่ที่จะต้องไปทุกครั้งเมื่อ "เข้าเมือง"
บ้านข้าพเจ้าอยู่ชานเมือง
ร้านนั่งที่เปิดเพลงคนน้อยๆ กับเพื่อนซักคน
หรือบางครั้งเเค่คนเดียวกับโปสการ์ดเเละไดอารี่ นั่งมองออกไปข้างนอก
มีเเต่ฝรั่งมองเข้ามาเเละเดินเลยไป
เนื่องจากไม่สนใจร้านนั่งกินข้าวที่เงียบๆไม่มีวงดนตรี
ขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็อยากรู้ว่า คนเหล่านี้
ไม่อยากมีช่วงเวลาที่ตัวเองจะได้คุยกับตัวเองหรือคนรอบข้างมั่งหรอ
หรือเพียงต้องการอยู่ในที่เสียงดังอึกทึก แต่ไม่ได้สื่อสารกับใคร....
แนะนำร้าน Suntana อ่านว่า "ซันทาน่า"
แต่ข้าพเจ้าชอบเรียกว่า "สันทนา" มากกว่า

ข้อสุดท้าย
ข้าพเจ้า "เคย" อ้วนหนักสุด68 ทั้งๆที่สูงเเค่155
เริ่มอ้วนตอนม.ต้น หลายครั้งที่ต้องเสียอะไรไปเพราะอายผู้คน
ข้าพเจ้ามีความสามารถเยอะเเยะ
เเต่ความมั่นใจกลับถูกดูดหายไปในบางครั้ง
แต่ไม่เป็นไร เพราะเมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆเเล้วข้าพเจ้าก็มีความสุขดี
ไม่เคยต้องนั่งกังวนกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ
จนมาถึงปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าลดความอ้วนได้...ก็ถือว่าสำเร็จ
ตอนนี้หนัก 47 แต่อยู่มหาลัยปี2แล้ว กว่าจะได้
แต่งตัวเหมือนคนอื่นทั่วไปก็ตั้งปี2เเล้ว
ไม่ใช่ว่าเมื่อก่อนไม่เเต่ง เเต่มันไม่ได้มากเท่านี้
ตอนที่ยังอ้วน ข้าพเจ้าอยากรู้มากว่าความรู้สึกของคนที่ "ปกติ" มันเป็นยังไง
เพราะข้าพเจ้าคิดอยู่เสมอ ว่า"กูเเปลก กูไม่เหมือนคนอื่น"
จนตอนนี้รู้เเล้ว เเต่ก็ไม่เหนรู้สึกว่าตัวเองปกติ
การลดความอ้วนทำให้ข้าพเจ้าเหมือนจะเป็นประสาทเล็กๆกับการกิน
กังวลตลอดเวลา อ่านฉลากข้างกล่องทุกอย่าง ดูน้ำตาลเเละไขมัน
หรือวันไหนที่กินเค้ก หรือกินมื้อใหญ่ๆ ก็จะรู้สึกผิด
กลับมาบ้านได้ก็จะออกกำลังกายเอาเป็นเอาตาย จากที่เคยซิทอับคืนละ100
มันก็จะเพิ่มมาเป็น200 หรือ300 ชั่งน้ำหนักทุกวัน
กลัวอยู่อย่างเดียวว่าไม่อยากกลับไปเป็นเเบบเมื่อก่อน
ไม่อยากอ้วนเเบบเมื่อก่อน
เเต่อยาก สบายใจเหมือนเมื่อก่อน.....
อีกนานเเค่ไหนที่จะหายวิตกจริตเเบบสิ้นคิดอย่างนี้....ซักที
อ้อ ลดโดยออกกำลังกสยกับลดอาหารเย็น นะ จำกัดการกิน
ไม่ได้ใช้ยาลดความอ้วน!!

ขอเเถมให้ตัวเองอีกข้อจะมีใครค้านหรือไม่...คงไม่มีหรอก!!
เชียงใหม่...สระบุรี
ร้านขายพุดดิ่ง...
ชิสเค้ก....
กาแฟ...
หมา1ตัว...
แม่1คน....
พ่อด้วยก็ได้....
เอา"ปลา" อีก1ตัว
ชีพจรลงเท้า
และโปสการ์ด
คือทุกอย่าง ที่อยากให้มันเกิดในอนาคต จะใกล้หรือไกล ก็ไม่เกี่ยง!!
เอาหล่ะ ข้าพเจ้าบอกไปหมดเเล้ว ไม่รู้จะเเท็คใครต่อ
เพราะจะว่าไปก็เขียนที่นี่ไปได้ไม่กี่เอ็นทรี่เอง ไม่ค่อยรู้จักใคร
ขอจบเเท็คลูกโซ่เอาไว้ตรงนี้ก็เเล้วกัน...
edit @ 2007/01/09 13:53:42

#1 By °˚◦« ป.-สระอู :뿌 »◦˚° on 2007-01-08 23:33